วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ในปี 1965 บรรดาวิศวกรของบริษัท Colt ได้มีโครงการผลิตปืนที่ขนาดกระทัดรัดลง และคล่องตัวมากขึ้น โดยยึดเอา M16A1 ที่สร้างชื่อเสียงภายหลังเป็นต้นแบบ ท้ายที่สุดก็ได้ผลิต CAR-15 ออกมา โดยมี 3 Model คือ 609, 610, 610B โดย Model 609 ส่งให้กองทัพบกสหรัฐทดสอบ ส่วน 610, 610B ส่งไปให้กองทัพอากาศ รุ่น 609 และ 610 นั้น สามารถทำการยิงได้ในแบบยิงทีละนัด (Single) และยิงชุด (Full-Auto) ส่วนรุ่น 610B จะมีระบบยิงชุดละ 3 นัด (Burst) รวมอยู่ด้วย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ด้วยขนาดความยาวลำกล้อง 10 นิ้ว ทำให้ทัปัญหาในการคายเขม่าปืน เมื่อทำการยิงไปนานๆ และขาดการทำความสะอาด จะทำให้โอกาศกระสุนขัดลำกล้อง (Jam) มีสูงขึ้น ปัญหานี้ ได้ถูกแก้ไขใน XM-177E1 โดยมีขนาดความยาวลำกล้อง เพิ่มขึ้นเป็น 11.5 นิ้ว และมีการพัฒนาจนเป็น XM-177E2 หรือ Model 629 ประมาณกลางปี 1967


CAR-15 สร้างชื่อเสียงให้กับ Colt เป็นอย่างมาก ด้วยการออกแบบที่กระทัดรัดทำให้ XM177E2 ได้รับความนิยมอย่าแพร่หลาย ถึงขั้นผลิตกันไม่ทันเลยทีเดียว

ต่อมาได้มีความต้องการใช้ CAR-15 ในหน่วยงานอื่นนอกเหนือจากทางทหารอย่างเดียว จึงได้มีการผลิต CAR-15 ออกมาใน Model 733 ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ Colt "Commando" หรือ Commando M733 ซึ่งจากการปรับเปลี่ยนปลอกลดแสง และการปรับเปลี่ยนกลไกบางอย่าง ทำให้ M733 มีแรงสะบัดน้อยลง ควบคุมการยิงได้ง่ายขึ้น



จากความสำเร็จของ CAR-15 และ Commando ทำให้ Colt ได้เริ่มการออกแบบผลิตไรเฟิลจู่โจม (Assult Rifle) รุ่นใหม่ ในปี 1988 จากพื้นฐานข้อมูลของรุ่นของก่อนๆ จึงได้ผลผลิตออกมาเป็น M4 โดยมาการเพิ่มฉนวนกันความร้อนแบบ 2 ชั้นบริเวณกระโจมมือ และมีการขยายความยาวลำกล้องขึ้นเป็น 14.5 นิ้ว เพื่อเพิ่มความแม่นยำขึ้น นอกจากนี้ อะไหล่กว่า 80% สามารถใช้กับรุ่น M16-A2 ได้ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง อะไหล่หาง่ายขึ้น และอานิสงค์ในการเพิ่มความยาวลำกล้อง ทำให้สามารถติดเครื่องยิงลูกระเบิดอย่าง M203 ได้ด้วย และ Colt ก็ให้ชื่อมันว่า M4A1